"you" เป็นสรรพนามบุรุษที่สองของภาษาอังกฤษ ใช้เมื่อผู้พูดพูดกับผู้ฟังโดยตรง และเป็นหนึ่งในคำที่ใช้บ่อยที่สุดในภาษาอังกฤษ
ภาษาไทยมีคำเรียกผู้ฟังหลายคำ ผู้พูดเลือกคำตามอายุ ฐานะ และความสนิทกับผู้ฟัง:
- คุณ — สุภาพ ใช้ได้กับทุกเพศ เหมาะกับคนที่ไม่สนิทหรือในสถานการณ์ทั่วไป - เธอ — ใช้กับเพื่อนสนิทหรือคนที่อายุน้อยกว่า (และยังแปลว่า "เขา" ที่เป็นผู้หญิงได้ด้วย) - ท่าน — สุภาพมาก ใช้กับพระสงฆ์ ผู้ใหญ่ที่เคารพ หรือในการพูดต่อสาธารณะ - แก — ภาษาที่ไม่เป็นทางการ ใช้เฉพาะกับคนที่สนิทมาก - คำเรียกญาติหรือตำแหน่ง เช่น พี่ น้อง ลูก ครู หมอ — คนไทยใช้แทน "คุณ" บ่อยมาก
ภาษาอังกฤษมีเพียงคำเดียว คือ "you" นักเรียนพูด "you" กับครู ลูกพูด "you" กับพ่อแม่ พนักงานพูด "you" กับลูกค้า ไม่ว่าผู้ฟังจะเป็นใคร
ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดมีสี่ข้อ:
- ภาษาไทยละสรรพนามได้บ่อยมาก เช่น "หิวไหม" "กินข้าวหรือยัง" แต่ภาษาอังกฤษต้องมี "you": Are you hungry? Have you eaten yet? - "you" ใช้ได้ทั้งเป็นประธานและกรรม ไม่เปลี่ยนรูป: You know me. I know you. (ต่างจาก I/me ในบทที่แล้ว) - "you" ใช้ได้ทั้งเอกพจน์และพหูพจน์: you = คุณ คนเดียว หรือ พวกคุณ หลายคน - กริยาหลัง "you" เป็นรูปพหูพจน์เสมอ แม้จะพูดกับคนคนเดียว: you are, you were (ไม่ใช่ you is, you was)
ข้อควรจำ:
- you = คุณ / เธอ / ท่าน / พี่ / น้อง ใช้ได้กับทุกคนและทุกระดับความสุภาพ - ห้ามละ "you" ในประโยคคำถามและประโยคบอกเล่า - you + are (ไม่ใช่ is หรือ am): You are kind. - กริยาหลัง you ไม่เติม -s: you like, you go, you live - your = ของคุณ (your name) ต่างจาก you're = you are (you're welcome)
✾ ❦ ✾ ❦ ✾ ✾ ❦ ✾ ❦ ✾ ✾ ❦ ✾ ❦ ✾
9.1 You คุณ are (—) kind ใจดี
9.2 I ฉัน love รัก you คุณ
9.3 Are ไหม you คุณ hungry หิว?
9.4 Thank ขอบคุณ you (—)
9.5 Where ที่ไหน are (—) you คุณ from มาจาก?
9.6 Your ของคุณ English ภาษาอังกฤษ is (—) very มาก good ดี
9.7 Can ได้ไหม you คุณ help ช่วย me ฉัน, please หน่อย?
9.8 Have หรือ you คุณ eaten กินข้าว yet ยัง?
9.9 I ฉัน will จะ call โทรหา you คุณ tomorrow พรุ่งนี้
9.10 Are หรือยัง you พวกเธอ all ทุกคน ready พร้อม, children เด็กๆ?
9.11 Do ไหม you คุณ know ทราบ where ที่ไหน the (—) post ไปรษณีย์ office (—) is อยู่?
9.12 If ถ้า you คุณ visit ไป Chiang Mai เชียงใหม่ in (—) November เดือนพฤศจิกายน, you คุณ can จะได้ see เห็น Loy Krathong งานลอยกระทง
9.13 In ใน Thailand ประเทศไทย, you (—) take ถอด off (—) your (—) shoes รองเท้า before ก่อน you (—) go เข้า into (—) a (—) house บ้าน
9.14 Thank ขอบคุณ you (—) for สำหรับ everything ทุกอย่าง you ที่คุณ did ทำ for ให้ my ของฉัน family ครอบครัว when ตอนที่ we เรา lived อยู่ in ที่ Udon Thani อุดรธานี
9.15 Are ใช่ไหม you คุณ the (—) person คน who ที่ called โทรหา me ฉัน yesterday เมื่อวาน about เรื่อง the (—) room ห้อง?
✾ ❦ ✾ ❦ ✾ ✾ ❦ ✾ ❦ ✾ ✾ ❦ ✾ ❦ ✾
9.1 You are kind. คุณใจดี
9.2 I love you. ฉันรักคุณ
9.3 Are you hungry? คุณหิวไหม
9.4 Thank you. ขอบคุณ
9.5 Where are you from? คุณมาจากที่ไหน
9.6 Your English is very good. ภาษาอังกฤษของคุณดีมาก
9.7 Can you help me, please? คุณช่วยฉันหน่อยได้ไหม
9.8 Have you eaten yet? คุณกินข้าวหรือยัง
9.9 I will call you tomorrow. ฉันจะโทรหาคุณพรุ่งนี้
9.10 Are you all ready, children? เด็กๆ พวกเธอพร้อมกันทุกคนหรือยัง
9.11 Do you know where the post office is? คุณทราบไหมว่าไปรษณีย์อยู่ที่ไหน
9.12 If you visit Chiang Mai in November, you can see Loy Krathong. ถ้าคุณไปเชียงใหม่เดือนพฤศจิกายน คุณจะได้เห็นงานลอยกระทง
9.13 In Thailand, you take off your shoes before you go into a house. ในประเทศไทย ต้องถอดรองเท้าก่อนเข้าบ้าน
9.14 Thank you for everything you did for my family when we lived in Udon Thani. ขอบคุณสำหรับทุกอย่างที่คุณทำให้ครอบครัวของฉันตอนที่เราอยู่ที่อุดรธานี
9.15 Are you the person who called me yesterday about the room? คุณเป็นคนที่โทรหาฉันเรื่องห้องเมื่อวานใช่ไหม
✾ ❦ ✾ ❦ ✾ ✾ ❦ ✾ ❦ ✾ ✾ ❦ ✾ ❦ ✾
9.1 You are kind.
9.2 I love you.
9.3 Are you hungry?
9.4 Thank you.
9.5 Where are you from?
9.6 Your English is very good.
9.7 Can you help me, please?
9.8 Have you eaten yet?
9.9 I will call you tomorrow.
9.10 Are you all ready, children?
9.11 Do you know where the post office is?
9.12 If you visit Chiang Mai in November, you can see Loy Krathong.
9.13 In Thailand, you take off your shoes before you go into a house.
9.14 Thank you for everything you did for my family when we lived in Udon Thani.
9.15 Are you the person who called me yesterday about the room?
✾ ❦ ✾ ❦ ✾ ✾ ❦ ✾ ❦ ✾ ✾ ❦ ✾ ❦ ✾
นี่คือกฎไวยากรณ์สำหรับการใช้ "you"
1. รูปของคำแทนผู้ฟัง
- you (ยู) — ประธาน: You are kind. (9.1) - you (ยู) — กรรม รูปเดียวกับประธาน: I love you. (9.2), I will call you. (9.9) - your (ยอร์) — ของคุณ หน้าคำนาม: your English (9.6), your shoes (9.13) - yours (ยอร์ซ) — ของคุณ ใช้แทนคำนาม: Is this bag yours? - yourself (ยอร์เซลฟ์) — ตัวคุณเอง (คนเดียว): Did you make it yourself? - yourselves (ยอร์เซลฟ์ส) — ตัวพวกคุณเอง (หลายคน): Help yourselves!
ในบทที่แล้ว "I" เปลี่ยนเป็น "me" เมื่อเป็นกรรม แต่ "you" ไม่เปลี่ยน: You see me. I see you.
2. "you" ต้องมีเสมอ
- ภาษาไทยพูดว่า "หิวไหม" ได้ ภาษาอังกฤษต้องพูดว่า Are you hungry? (9.3) - ภาษาไทยพูดว่า "กินข้าวหรือยัง" ภาษาอังกฤษต้องพูดว่า Have you eaten yet? (9.8) - ภาษาอังกฤษต้องมี "you" ในทุกอนุประโยค: If you visit Chiang Mai, you can see Loy Krathong. (9.12) - ข้อยกเว้น: ประโยคคำสั่งไม่ต้องมี "you": Sit down. Help me, please. Write to me soon.
3. "you" กับกริยา
- you are (ไม่ใช่ you is, you am): You are kind. (9.1) - อดีต: you were (ไม่ใช่ you was) แม้จะพูดกับคนคนเดียว: You were right. - กริยาปัจจุบันไม่เติม -s: you know, you take (9.13), you go (9.13) - ปฏิเสธ: you don't know, you didn't call, you aren't late
4. คำถาม
- ในคำถาม "you" อยู่หลังกริยาช่วย: Are you hungry? (9.3), Can you help me? (9.7), Have you eaten? (9.8) - ถ้าไม่มีกริยาช่วย ใช้ do หรือ did: Do you know...? (9.11), Did you sleep well? - คำถามซ้อน: Do you know where the post office is? (9.11) — ประโยคที่ซ้อนอยู่ข้างในเรียงแบบบอกเล่า "the post office is" ไม่ใช่ "is the post office"
5. เอกพจน์และพหูพจน์
- you = คุณ คนเดียว: Are you ready, Somchai? - you = พวกคุณ หลายคน: Are you all ready, children? (9.10) — เติม "all" หรือ "both" เพื่อให้ชัดว่าหลายคน - yourself (คนเดียว) / yourselves (หลายคน) เป็นรูปเดียวที่แยกเอกพจน์กับพหูพจน์
6. "you" ที่หมายถึง "คนทั่วไป"
- In Thailand, you take off your shoes before you go into a house. (9.13) — "you" ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงผู้ฟัง แต่หมายถึงใครก็ได้ ภาษาไทยมักละประธาน ("ต้องถอดรองเท้า") หรือใช้ "เรา"
7. รูปย่อ
- you're = you are: You're welcome. - you've = you have, you'll = you will, you'd = you would / you had
8. Thank you
- "Thank you" เป็นวลีตายตัว (9.4, 9.14) คำว่า "you" คือผู้ที่เราขอบคุณ คำว่า "คุณ" ใน "ขอบคุณ" ไม่ใช่สรรพนาม "คุณ" แต่เกี่ยวกับบุญคุณหรือความดี จึงแปลทั้งวลีว่า "ขอบคุณ" และไม่ต้องแปล "you" แยก
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย:
- Hungry? → Are you hungry? - You is kind. → You are kind. - You was right. → You were right. - You likes rice? → Do you like rice? - Where you go? → Where are you going? - Your welcome. → You're welcome. - Do you know where is the post office? → Do you know where the post office is? - Teacher, you help me? → Excuse me, could you help me, please?
✾ ❦ ✾ ❦ ✾ ✾ ❦ ✾ ❦ ✾ ✾ ❦ ✾ ❦ ✾
การใช้ "you" สะท้อนความแตกต่างทางวัฒนธรรมระหว่างไทยและอังกฤษ:
- ในภาษาไทย คำเรียกผู้ฟังบอกความสัมพันธ์ เช่น "พี่" "น้อง" "ลูก" "คุณครู" "คุณหมอ" แม่ค้าเรียกลูกค้าว่า "พี่" หรือ "น้อง" ภาษาอังกฤษใช้ "you" กับทุกคน ห้ามพูดว่า "Sister want to buy?" ให้พูดว่า Would you like to buy something? - คนไทยมักเรียกครูว่า "ครู" แทน "คุณ" ในภาษาอังกฤษ คำว่า "Teacher" ไม่ใช้เป็นคำเรียก ให้เรียกครูด้วยชื่อ เช่น Ms Smith, Mr Jones และใช้ "you" ตามปกติ: Ms Smith, can you help me? - ภาษาอังกฤษแสดงความสุภาพด้วยคำอื่น ไม่ใช่ด้วยสรรพนาม: Could you help me, please? สุภาพกว่า Can you help me? และ Help me! ฟังดูเหมือนคำสั่ง - คำทักทายไทย "กินข้าวหรือยัง" (9.8) เป็นการแสดงความห่วงใย ไม่ได้ถามจริงเสมอไป ในภาษาอังกฤษ Have you eaten yet? เป็นคำถามจริง ถ้าต้องการทักทายให้พูดว่า How are you? - ภาษาอังกฤษในอดีตเคยมีคำเรียกผู้ฟังสองคำ: "thou" ใช้กับคนสนิทหรือคนที่ต่ำกว่า และ "you" ใช้กับหลายคนหรือคนที่ต้องให้เกียรติ คล้าย "เธอ" กับ "คุณ" ในภาษาไทย ต่อมา "thou" หายไปจากภาษาพูด ปัจจุบันพบได้ในคัมภีร์ไบเบิลฉบับเก่าและบทกวีของเชกสเปียร์ - ในภาษาพูด คนอังกฤษและอเมริกันมักใช้คำเสริมเพื่อบอกว่าหลายคน เช่น "you guys" (อเมริกัน ใช้ได้ทั้งชายและหญิง) "you all" หรือ "y'all" (ทางใต้ของสหรัฐฯ) "you lot" (อังกฤษ ไม่เป็นทางการ) คำเหล่านี้ไม่ใช้ในงานเขียนที่เป็นทางการ
✾ ❦ ✾ ❦ ✾ ✾ ❦ ✾ ❦ ✾ ✾ ❦ ✾ ❦ ✾
Emily Dickinson เอมิลี ดิกคินสัน, "I'm nobody! Who are you?" (ฉันไม่ใช่ใคร แล้วคุณเป็นใคร) จากหนังสือ Poems by Emily Dickinson, Second Series (1891) ซึ่ง Mabel Loomis Todd และ Thomas Wentworth Higginson เป็นบรรณาธิการ และพิมพ์หลังจากที่ดิกคินสันเสียชีวิตแล้ว ต้นฉบับลายมือของดิกคินสันต่างจากฉบับพิมพ์นี้ในบางคำ บทเรียนนี้ใช้ข้อความตามฉบับพิมพ์ปี 1891
I'm ฉัน (I am) nobody ไม่ใช่ใคร! Who ใคร are เป็น you คุณ?
Are (—) you คุณ nobody ไม่ใช่ใคร, too ด้วย?
Then ถ้าอย่างนั้น there's มี (there is) a (—) pair คู่ of ของ us พวกเรา — don't อย่า tell บอก!
They'd พวกเขาจะ (they would) banish เนรเทศ us พวกเรา, you คุณ know รู้.
How ช่าง dreary น่าเบื่อ to การ be เป็น somebody คนสำคัญ!
How ช่าง public เปิดเผยต่อสาธารณะ, like เหมือน a (—) frog กบ
To การ tell บอก your ของคุณ name ชื่อ the (—) livelong ตลอดทั้ง day วัน
To แก่ an (—) admiring ที่ชื่นชม bog หนองน้ำ!
I'm nobody! Who are you? Are you nobody, too? Then there's a pair of us — don't tell! They'd banish us, you know.
How dreary to be somebody! How public, like a frog To tell your name the livelong day To an admiring bog!
ฉันไม่ใช่ใคร แล้วคุณเป็นใคร คุณก็ไม่ใช่ใครเหมือนกันหรือ ถ้าอย่างนั้นเราก็เป็นคู่กัน อย่าบอกใครนะ เขาจะเนรเทศเราสองคน คุณก็รู้
ช่างน่าเบื่อเหลือเกินที่ต้องเป็นคนสำคัญ ช่างเปิดเผยต่อสาธารณะ เหมือนกบ ที่ร้องบอกชื่อตัวเองตลอดทั้งวัน ให้หนองน้ำที่ชื่นชมฟัง
คำแปลภาษาไทยเป็นคำแปลของหลักสูตรนี้ เพื่อช่วยให้เข้าใจความหมาย
ในบทที่แล้ว วิตแมนพูดว่า "I" อย่างภาคภูมิใจ ส่วนดิกคินสันเริ่มต้นด้วย "I" ที่บอกว่าตัวเอง "ไม่ใช่ใคร" แล้วหันไปหาผู้อ่านทันทีด้วยคำว่า "you" คำถาม "Who are you?" ทำให้ผู้อ่านทุกคนกลายเป็นผู้ฟังของกวี และในบรรทัดที่สาม "I" กับ "you" ก็รวมกันเป็น "us" — คนสองคนที่ไม่มีชื่อเสียงและมีความลับร่วมกัน บทที่สองเปลี่ยน "your" ให้กลายเป็นของคนทั่วไป: การ "บอกชื่อของคุณ" ทั้งวันเหมือนกบร้องในหนองน้ำ คือการเป็นคนดังที่น่าเบื่อ กลอนนี้ใช้ได้กับผู้อ่านทุกคน เพราะ "you" ในภาษาอังกฤษไม่บอกอายุ เพศ หรือฐานะ ในภาษาไทยผู้แปลต้องเลือกว่าจะใช้ "คุณ" หรือ "เธอ" และแต่ละคำก็ให้ความรู้สึกต่างกัน
- Who are you? / Are you nobody, too?: "are" อยู่หน้า "you" ในคำถาม และ "you" ใช้กับ "are" เสมอ - you know: วลีที่ใช้บ่อยในภาษาพูด แปลว่า "คุณก็รู้" ใช้เพื่อดึงผู้ฟังให้เห็นด้วย ไม่ได้ถามจริง - us: กรรมของ "we" — "I" กับ "you" รวมกันเป็น we / us (พวกเรา) - to tell your name: "your" ในที่นี้หมายถึงคนทั่วไป เหมือน 9.13 (you take off your shoes) - They'd = They would: รูปย่อแบบเดียวกับ you'd - the livelong day: สำนวนเก่า แปลว่า "ตลอดทั้งวัน"
✾ ❦ ✾ ❦ ✾ ✾ ❦ ✾ ❦ ✾ ✾ ❦ ✾ ❦ ✾
หนึ่งปีหลังจากชั้นเรียนภาษาอังกฤษที่เชียงใหม่ พลอยไปเรียนพยาบาลที่เมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย และเขียนจดหมายถึงกฤตซึ่งยังทำงานในครัวของโรงแรม ในคำแปลภาษาไทย พลอยเรียกกฤตว่า "เธอ" และเรียกตัวเองว่า "เรา" แบบเพื่อนสนิท แต่ในภาษาอังกฤษใช้ "you" และ "I"
9.16 Dear ถึง Krit กฤต, how อย่างไรบ้าง are เป็น you เธอ?
9.17 Thank ขอบใจ you (—) for สำหรับ your ของเธอ letter จดหมาย
9.18 You เธอ asked ถาม me เรา about เรื่อง my ของเรา new ใหม่ life ชีวิต in ที่ Melbourne เมลเบิร์น
9.19 Here ที่นี่, everyone ทุกคน says พูด "you" "you" to กับ me เรา: my ของเรา teachers ครู, my ของเรา patients คนไข้ and และ my ของเรา host (—) family ครอบครัวที่เราพักด้วย
9.20 At ที่ home บ้าน my ของเรา grandmother ยาย calls เรียก me เรา "lan" หลาน, but แต่ here ที่นี่ I เรา am เป็น always เสมอ "you" "you"
9.21 Every ทุก morning เช้า my ของเรา host (—) mother คุณแม่โฮสต์ asks ถาม me เรา, "Did (—) you (—) sleep หลับ well สบาย?"
9.22 At ที่ the (—) hospital โรงพยาบาล I เรา ask ถาม the (—) patients คนไข้, "How อย่างไรบ้าง are (—) you (—) feeling รู้สึก today วันนี้?"
9.23 In ใน Thai ภาษาไทย I เรา would จะ say เรียก "khun yai" คุณยาย or หรือ "khun lung" คุณลุง, but แต่ in ใน English ภาษาอังกฤษ "you" "you" is ก็ polite สุภาพ enough พอแล้ว
9.24 Can ไหม you เธอ believe เชื่อ it (—)? I เรา even แม้แต่ say พูด "you" "you" to กับ my ของเรา professor อาจารย์!
9.25 Are ไหม you เธอ still ยัง...อยู่ studying เรียน English ภาษาอังกฤษ after หลัง work เลิกงาน?
9.26 I เรา know รู้ you เธอ can ได้ do ทำ it (—), because เพราะ you เธอ are เป็น the (—) hardest-working ขยันที่สุด person คน I เรา know รู้จัก
9.27 Please ด้วยนะ say ฝาก hello สวัสดี to (—) your ของเธอ mother คุณแม่ for (—) me (—)
9.28 Write เขียน to มาหา me เรา soon เร็วๆ and แล้ว tell เล่า me ให้เราฟัง how อย่างไรบ้าง you เธอ are เป็น
9.29 I เรา miss คิดถึง you เธอ and และ all ทุกคน our ของเรา friends เพื่อนๆ from จาก the (—) English ภาษาอังกฤษ class ชั้นเรียน
9.30 See เจอ you (—) soon เร็วๆ นี้! Love ด้วยรักและคิดถึง, Ploy พลอย
✾ ❦ ✾ ❦ ✾ ✾ ❦ ✾ ❦ ✾ ✾ ❦ ✾ ❦ ✾
9.16 Dear Krit, how are you? ถึงกฤต เธอเป็นอย่างไรบ้าง
9.17 Thank you for your letter. ขอบใจสำหรับจดหมายของเธอนะ
9.18 You asked me about my new life in Melbourne. เธอถามเรื่องชีวิตใหม่ของเราที่เมลเบิร์น
9.19 Here, everyone says "you" to me: my teachers, my patients and my host family. ที่นี่ทุกคนพูด "you" กับเรา ทั้งครู คนไข้ และครอบครัวที่เราพักด้วย
9.20 At home my grandmother calls me "lan", but here I am always "you". ที่บ้านยายเรียกเราว่า "หลาน" แต่ที่นี่เราเป็น "you" เสมอ
9.21 Every morning my host mother asks me, "Did you sleep well?" ทุกเช้าคุณแม่โฮสต์ถามเราว่า "หลับสบายไหม"
9.22 At the hospital I ask the patients, "How are you feeling today?" ที่โรงพยาบาล เราถามคนไข้ว่า "วันนี้รู้สึกอย่างไรบ้างคะ"
9.23 In Thai I would say "khun yai" or "khun lung", but in English "you" is polite enough. ในภาษาไทย เราจะเรียกว่า "คุณยาย" หรือ "คุณลุง" แต่ในภาษาอังกฤษ "you" ก็สุภาพพอแล้ว
9.24 Can you believe it? I even say "you" to my professor! เธอเชื่อไหม เราพูด "you" แม้แต่กับอาจารย์ของเรา
9.25 Are you still studying English after work? เธอยังเรียนภาษาอังกฤษหลังเลิกงานอยู่ไหม
9.26 I know you can do it, because you are the hardest-working person I know. เรารู้ว่าเธอทำได้ เพราะเธอเป็นคนที่ขยันที่สุดที่เรารู้จัก
9.27 Please say hello to your mother for me. ฝากสวัสดีคุณแม่ของเธอด้วยนะ
9.28 Write to me soon and tell me how you are. เขียนมาหาเราเร็วๆ นะ แล้วเล่าให้เราฟังว่าเธอเป็นอย่างไรบ้าง
9.29 I miss you and all our friends from the English class. เราคิดถึงเธอและเพื่อนๆ ทุกคนจากชั้นเรียนภาษาอังกฤษ
9.30 See you soon! Love, Ploy. แล้วเจอกันเร็วๆ นี้นะ ด้วยรักและคิดถึง พลอย
✾ ❦ ✾ ❦ ✾ ✾ ❦ ✾ ❦ ✾ ✾ ❦ ✾ ❦ ✾
9.16 Dear Krit, how are you?
9.17 Thank you for your letter.
9.18 You asked me about my new life in Melbourne.
9.19 Here, everyone says "you" to me: my teachers, my patients and my host family.
9.20 At home my grandmother calls me "lan", but here I am always "you".
9.21 Every morning my host mother asks me, "Did you sleep well?"
9.22 At the hospital I ask the patients, "How are you feeling today?"
9.23 In Thai I would say "khun yai" or "khun lung", but in English "you" is polite enough.
9.24 Can you believe it? I even say "you" to my professor!
9.25 Are you still studying English after work?
9.26 I know you can do it, because you are the hardest-working person I know.
9.27 Please say hello to your mother for me.
9.28 Write to me soon and tell me how you are.
9.29 I miss you and all our friends from the English class.
9.30 See you soon! Love, Ploy.
✾ ❦ ✾ ❦ ✾ ✾ ❦ ✾ ❦ ✾ ✾ ❦ ✾ ❦ ✾
ในจดหมาย "you" ปรากฏในรูปแบบต่อไปนี้:
- Dear Krit (9.16) — คำขึ้นต้นจดหมายภาษาอังกฤษ ใช้ได้กับทุกคน ทั้งเพื่อนและคนที่ไม่รู้จัก ไม่ได้แปลว่า "ที่รัก" เสมอไป - how are you? (9.16) และ tell me how you are (9.28) — ในคำถาม "are" อยู่หน้า "you" แต่ในคำถามซ้อน "you" อยู่หน้า "are" (เหมือน 9.11) - Thank you for + คำนาม (9.17) — ในคำแปลใช้ "ขอบใจ" เพราะพูดกับเพื่อน ภาษาอังกฤษมีแค่ Thank you (หรือ Thanks ที่ไม่เป็นทางการ) - you เป็นประธาน: You asked me (9.18), you can do it (9.26) — you เป็นกรรม: I miss you (9.29), See you soon (9.30) รูปเดียวกันทั้งสองแบบ - Did you sleep well? (9.21) และ How are you feeling today? (9.22) — ภาษาไทยละ "คุณ" ("หลับสบายไหม") แต่ภาษาอังกฤษต้องมี "you" - Please say hello to your mother (9.27) และ Write to me soon (9.28) — ประโยคคำสั่งหรือขอร้อง ไม่ต้องมี "you" - See you soon! (9.30) — คำลาที่ใช้บ่อย ไม่มีประธาน เป็นรูปย่อของ I will see you soon - Love, Ploy (9.30) — คำลงท้ายจดหมายถึงเพื่อนสนิทหรือครอบครัว กับคนที่ไม่สนิทให้ใช้ Best wishes หรือ Kind regards - ในคำแปลภาษาไทย พลอยใช้ "เธอ" และ "เรา" กับกฤต ใช้ "คุณยาย" และ "คุณลุง" กับคนไข้สูงอายุ แต่ในภาษาอังกฤษทุกคนเป็น "you"
✾ ❦ ✾ ❦ ✾ ✾ ❦ ✾ ❦ ✾ ✾ ❦ ✾ ❦ ✾
you — /juː/ ออกเสียงคล้าย "ยู" ในภาษาไทย เสียงยาว
- เสียง /j/ ต้นคำเหมือนตัว ย ในภาษาไทย คนไทยจึงออกเสียง "you" ได้ง่าย - ในประโยคที่พูดเร็ว "you" ที่ไม่เน้นมักออกเสียงสั้นลงเป็น /jʊ/ หรือ /jə/ เช่น Thank you /ˈθæŋk jʊ/ - ภาษาอังกฤษไม่มีวรรณยุกต์ "you" ไม่ใช่เสียงสามัญหรือเสียงจัตวา เสียงสูงขึ้นท้ายประโยคบอกว่าเป็นคำถาม: Are you hungry? ↗
รูปที่ควรระวัง:
- your /jɔː/ — "ยอ" เสียงยาว (สำเนียงอเมริกัน /jʊr/ หรือ /jɔːr/ มีเสียง r ท้ายคำ) - you're /jɔː/ — ในสำเนียงอังกฤษออกเสียงเหมือน "your" ต้องดูจากบริบทและการสะกด - yours /jɔːz/ — ภาษาไทยไม่มีเสียง /z/ ท้ายคำ ให้ออกเสียงคล้าย "ซ" แต่มีเสียงก้องในลำคอเบาๆ อย่าตัดเสียงทิ้ง - yourself /jɔːˈself/ — เน้นพยางค์ที่สอง "เซลฟ์" และระวังเสียง /l/ ท้ายพยางค์ อย่าออกเสียงเป็น "เซนฟ์" - you'll /juːl/ — ระวังอย่าออกเสียงเป็น "ยูน" ให้แตะปลายลิ้นที่ปุ่มเหงือกหลังฟันบน
เสียงเชื่อม:
- did you /ˈdɪdʒuː/ — ฟังคล้าย "ดิจู" - would you /ˈwʊdʒuː/ — ฟังคล้าย "วูจู" - thank you /ˈθæŋk juː/ — เสียง /θ/ ต้องวางปลายลิ้นระหว่างฟัน อย่าออกเสียงเป็น "แต๊งกิ้ว"
คำที่ฟังคล้ายกัน:
- you /juː/ — ยู - use /juːz/ (ใช้) — ยู + เสียง /z/ ท้ายคำ - U (ตัวอักษร) และ ewe (แกะตัวเมีย) ออกเสียงเหมือน "you" ทุกประการ
ฝึกพูดประโยคนี้: Did you know your English is very good? /ˈdɪdʒuː ˈnəʊ jɔːr ˈɪŋɡlɪʃ ɪz ˈveri ˈɡʊd/
✾ ❦ ✾ ❦ ✾ ✾ ❦ ✾ ❦ ✾ ✾ ❦ ✾ ❦ ✾
---
Course Index: [latinum.substack.com/p/index](https://latinum.substack.com/p/index)